"หลังบ้าน" เป็นคำที่ถูกใช้จนความหมายคลาดเคลื่อน บางท่านหมายถึงหน้าแก้ไขเนื้อหาเว็บ บางท่านหมายถึงระบบบัญชีทั้งบริษัท
ในบทความนี้ หลังบ้านหมายถึง หน้าจอที่มีผู้ในธุรกิจล็อกอินเข้าไปทำงานประจำวัน มิใช่หน้าที่ลูกค้าเห็น
เส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุด
ขอให้ถามตนเองเพียงข้อเดียวว่า ข้อมูลบนเว็บเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องเรียกผู้ทำเว็บหรือไม่
- หากไม่ได้ — นั่นคือเว็บ
- หากได้ แต่แก้ได้เพียงข้อความกับรูป — นั่นคือเว็บที่มีระบบจัดการเนื้อหา
- หากได้ และมีการ "ทำงาน" เกิดขึ้น เช่นเปลี่ยนสถานะออเดอร์ ค้นหาลูกค้า ส่งออกรายงาน — นั่นคือระบบ
ความต่างมิได้อยู่ที่หน้าจอสวยงามเพียงใด แต่อยู่ที่ว่ามี "สถานะ" ของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนไปตามเวลาหรือไม่ ออเดอร์ที่ยังไม่ชำระ ลูกค้าที่ยังไม่ตอบ คิวที่ยังไม่ถึง — สิ่งเหล่านี้ต้องมีที่อยู่ที่แน่นอน มิใช่กระจายอยู่ในแชท
ระบบหลังบ้านทั่วไปมีส่วนประกอบใดบ้าง
| ส่วน | ทำหน้าที่ใด | เหตุใดจึงต้องมี |
|---|
| หน้ารายการ | ดูของทั้งหมด กรอง เรียง ค้นหา | 90% ของเวลาที่ใช้อยู่หน้านี้ |
| หน้ารายละเอียด | ดูของชิ้นเดียวแบบครบ + แก้ไข | ที่ที่ประวัติทั้งหมดมารวมกัน |
| เปลี่ยนสถานะ | ใหม่ → กำลังทำ → เสร็จ | หัวใจของระบบ หากไม่มีก็เป็นเพียงที่เก็บของ |
| ส่งออก Excel | ดึงข้อมูลไปทำต่อ | ทำให้ระบบเข้ากับงานที่ทำอยู่แล้ว มิใช่บังคับให้เปลี่ยนวิธีทำงาน |
| สิทธิผู้ใช้ | ผู้ใดเห็นสิ่งใด ผู้ใดแก้สิ่งใดได้ | จำเป็นทันทีที่มีผู้ใช้เกินหนึ่งคน |
| บันทึกการใช้งาน | ผู้ใดแก้สิ่งใดเมื่อใด | สำหรับวันที่ข้อมูลผิดแล้วต้องหาว่าเกิดอะไรขึ้น |
| สำรองข้อมูล | กู้คืนได้จริง | ข้อที่ไม่มีผู้ใดสนใจจนถึงวันที่ต้องใช้ |
สองข้อล่างคือข้อที่ถูกตัดออกบ่อยที่สุดเวลาลดราคา และเป็นสองข้อที่ทำให้เสียใจที่สุด
วิธีคำนวณว่าคุ้มหรือไม่ ด้วยตัวเลขของท่านเอง
ขออย่าถามว่า "ระบบนี้ราคาเท่าใด" ขอให้ถามว่า "ขณะนี้เสียเวลาไปกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์กับงานที่ระบบทำแทนได้"
ขอให้จดสามอย่างนี้ตลอดหนึ่งสัปดาห์
- เวลาที่ใช้ค้นหาข้อมูลที่มีอยู่แล้ว — เลื่อนหาในแชท เปิดไฟล์ Excel หลายไฟล์ โทรสอบถามผู้อื่น
- เวลาที่ใช้พิมพ์ข้อมูลเดิมซ้ำ — คัดจากไลน์ลง Excel แล้วคัดจาก Excel ไปใบเสร็จ
- จำนวนครั้งที่ผิดพลาดเพราะข้อมูลไม่ตรงกัน — ส่งของผิด คิดราคาผิด ลืมนัด
แล้วคูณด้วยค่าแรงจริงต่อชั่วโมง
ตัวอย่าง: ร้านที่เสียเวลา 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กับสามข้อนี้ ที่ค่าแรง 150 บาทต่อชั่วโมง
- ต่อปี = 6 × 52 × 150 = 46,800 บาท
- ยังไม่รวมออเดอร์ที่หลุดไปเพราะตอบช้า ซึ่งมักเป็นตัวเลขที่ใหญ่กว่า
เทียบกับแพ็กเกจเว็บพร้อมระบบทำงาน แล้วจะเห็นว่าคืนทุนภายในปีแรกหรือไม่ ตัวเลขนี้ต่างกันมากในแต่ละธุรกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่า "ธุรกิจขนาดใดควรมี"
สัญญาณห้าข้อว่าถึงเวลาแล้ว
- มีไฟล์ Excel ที่ชื่อลงท้ายด้วย "ล่าสุด2_แก้แล้ว_ใช้อันนี้"
- เวลาลูกค้าเก่าโทรมา ต้องสอบถามซ้ำว่าเคยสั่งสิ่งใดไป
- มีผู้ในทีมที่เป็นคนเดียวซึ่งทราบว่าข้อมูลบางอย่างอยู่ที่ใด
- เคยส่งของผิดหรือคิดเงินผิดเพราะดูข้อมูลคนละรุ่น
- เจ้าของยังต้องเป็นผู้ตอบไลน์ลูกค้าเองทุกเรื่อง เพราะผู้อื่นตอบไม่ได้
ติ๊ก 3 ข้อขึ้นไป คือถึงเวลาแล้ว และข้อสุดท้ายมักเป็นข้อที่เจ็บที่สุด เพราะหมายความว่าธุรกิจเติบโตต่อไปไม่ได้หากไม่แก้ไข
สัญญาณว่ายังไม่ถึงเวลา
ในทางกลับกันก็มีเช่นกัน และการทำระบบเร็วเกินไปย่อมแพงกว่าที่คิด
- ธุรกิจยังเปลี่ยนวิธีทำงานทุกเดือน — ระบบจะถูกเขียนตามกฎที่จะเปลี่ยนอีกในสามเดือน
- ออเดอร์น้อยกว่า 20 รายการต่อเดือน — สมุดหนึ่งเล่มยังเร็วกว่า
- ผู้ใช้จริงมีเพียงคนเดียวและท่านผู้นั้นจำได้ทั้งหมด — ระบบจะกลายเป็นภาระเพิ่ม มิใช่ตัวช่วย
- ยังไม่ทราบว่าขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้องคือสิ่งใด — ระบบไม่ได้แก้ขั้นตอนที่ยังไม่นิ่ง เพียงแต่ทำให้ขั้นตอนที่สับสนอยู่แล้วสับสนเร็วขึ้น
ข้อสุดท้ายคือเหตุผลที่งานขนาดใหญ่ต้องทำเอกสารข้อกำหนดก่อนเริ่มพัฒนา เสมอ
กับดักที่พบบ่อยที่สุด
อยากได้ทุกอย่างในรอบเดียว
รายการความต้องการที่ยาว 40 ข้อจะกลายเป็นระบบที่ใช้จริงเพียง 6 ข้อ และอีก 34 ข้อคือเงินที่จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์
วิธีที่ได้ผลกว่าคือ เลือกงานที่เจ็บที่สุดหนึ่งอย่าง ทำให้ดีที่สุด ใช้จริงสองเดือน แล้วค่อยเพิ่ม เพราะเมื่อได้ใช้ของจริง รายการความต้องการจะเปลี่ยนไปมาก และมักสั้นลง
คิดว่ากฎธุรกิจของตนเองง่าย
เกือบทุกครั้งที่ลูกค้าบอกว่า "เพียงคิดราคาตามน้ำหนัก" เมื่อสนทนาลึกลงไปจะพบว่ามีลูกค้าประจำที่ได้ราคาพิเศษ มีช่วงที่ราคาขึ้นตามฤดูกาล มีขั้นต่ำที่ไม่เท่ากันในแต่ละราย และมีข้อยกเว้นที่เจ้าของจำได้อยู่ในใจเพียงผู้เดียว
นี่มิใช่ความผิดของผู้ใด แต่เป็นเหตุผลที่สัญญาต้องระบุว่ากฎธุรกิจไม่เกินกี่เงื่อนไข และเงื่อนไขที่เพิ่มภายหลังคิดเพิ่ม — มิใช่เพื่อกันลูกค้า แต่เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายทราบว่ากำลังตกลงเรื่องใดกันอยู่
ลืมนับงานย้ายข้อมูลเดิม
ระบบใหม่ที่ว่างเปล่าย่อมไม่เกิดประโยชน์ ข้อมูลลูกค้าและประวัติที่สะสมมาต้องย้ายเข้าไป และงานย้ายข้อมูลมักเป็นงานที่ประเมินต่ำที่สุด เพราะไฟล์เดิมมักมีชื่อสะกดไม่เหมือนกันสามแบบสำหรับลูกค้าคนเดียว
ขอให้ถามคำถามนี้ตั้งแต่นัดแรก ว่าข้อมูลเดิมจะนำเข้าอย่างไร ผู้ใดเป็นผู้ทำ และคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร
สรุปโดยย่อ
ระบบหลังบ้านมิใช่ของหรูหราสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ แต่จะคุ้มก็ต่อเมื่อ มีงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลาจริงและวัดได้ และ ขั้นตอนการทำงานนิ่งพอที่จะเขียนลงกระดาษได้
หากสองข้อนี้ครบ ขอเชิญลองประเมินราคาดูก่อน หากยังไม่ครบ ขอให้เก็บเงินไว้ก่อนแล้วนำไปแก้ปัญหาที่เจ็บกว่า — เราจะเรียนให้ทราบอย่างตรงไปตรงมา หากสนทนากันแล้วเห็นว่าเป็นเช่นนั้น